เอามาให้อ่านเล่น "วิธีใช้สมองแบบไอสไตน์"

(1/1)

KruKrab:
มันเยอะอ่ะน่ะ แต่อ่านแล้วอาจจะได้อะไรดีๆก็ได้น่ะ

จากหนังสือเรื่อง The Einstein Factors (How to think like a genius) เขียนโดย PhDs Win และ Richard Poe ผู้เขียนทั้งสองเป็นผู้ที่กำกับดูแลโครงการ "The Projet Rene Sang" เป็นโครงการที่ทำการศึกษาเรื่องระบบสมองและการเพิ่มประสิทธิภาพของสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะเพื่อศึกษาว่ามนุษย์เมื่อเกิดมาแล้วสามารถเพิ่มไอคิวได้อีกหรือไม่ ผลการศึกษาออกมาชัดเจนว่า สามารถเพิ่มขึ้นได้ และเพิ่มได้มากที่สุดถึง 20 จุด โดยวิธีการเลียนแบบวิธีการคิดของบรรดา Genius คนสำคัญๆ ของโลก ผู้ศึกษาค้นพบว่าสติปัญญานั้นไม่ได้ถูกอธิบายด้วยเรื่องของ Gene แต่ถูกอธิบายด้วยเรื่องของ MEMS หรือรูปแบบวิธีการคิด
กรอบวิธีคิดร่วม Geniun คนสำคัญในประวัติศาสตร์

1. คิดเป็นภาพ คนที่ไอคิวสูงๆ นั้นเขาจะสามารถสร้างภาพต่างๆ ขึ้นในใจได้ตามที่เขาต้องการ อย่างกรณีของ Michel Faraday (นักประดิษฐ์คิดค้นเรื่องไฟฟ้า) เขาบอกว่า “ไม่ว่าเขาจะประดิษฐ์อุปกรณ์ใดๆ ขึ้นใหม่ก็ตาม เขาจะนำส่วนประกอบต่างๆ มาประกอบกันในใจก่อน เพราะจะสลับสับเปลี่ยนอย่างไรก็ได้ แล้วจึงค่อยลงมือประดิษฐ์จริง” ประโยชน์ของการคิดเป็นภาพคือเร็ว และเห็นภาพรวมได้ก่อนภาพที่ Subconsciour mind ส่งมาให้เรานั้นเร็วมาก ถ้าเราไม่ฝึกสร้างภาพในใจจะทำให้เราไม่สามารถเห็นภาพที่ Subconsciour mind ส่งมาให้เราได้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า การที่ Einstein จะเห็น E=MC2 นั้นเหมือนกับว่ามันลอยมาให้เห็นเองจากตาใน (Mind eye) และก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น สมองข้างซ้ายของคนเรามักจะทำตัวเป็นผู้ตรวจสอบ Subconsciour mind ที่มักจะส่งข้อมูลแปลกๆ มาให้เราตลอดเวลา ซึ่งบางทีอาจจะเป็นรูปภาพ หรือเสียงเบาๆ แต่สิ่งเหล่านั้นบางทีไม่ได้มีความหมายสำหรับเรา ทำให้สมองด้านซ้ายตัดสิ่งเหล่านั้นออกไป ดังนั้น บรรดา Genius ต่างๆ มักจะมีสมุดโน๊ตข้างๆ เสมอ เพื่อไว้ขีดเขียนสิ่งต่างๆ ที่มาจาก Subconsciour mind

2. คิดแบบ Sinesthetic คือ เมื่อเห็นหรือสัมผัสอะไรแล้วประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะทำงานพร้อมกันหมด เช่น เมื่อเขานึกถึงผลไม้ชนิดหนึ่งขึ้นมา เขาจะสามารถได้กลิ่น ได้รส เห็นสี และสัมผัสถึงความนุ่มหรือหยาบ ของผลไม้นั้นๆ พร้อมๆ กัน ผู้เขียนตั้งสมมติว่า บรรดา Genius เหล่านี้ น่าจะเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะของการเป็นผู้รู้ ผู้ดู หรือการเป็นประจักพยาน คือ มองอะไรก็มองเฉยๆ ปล่อยให้ความเป็นจริงนั้นเข้ามากระทบกับประสาทสัมผัสของเราเอง เช่น ลมผ่านผิวก็รู้ว่าหนาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้พวกเขามีวิธีคิดแบบ Sinesthetic อีกวิธีที่สามารถฝึกวิธีคิดแบบนี้ได้ ก็คือ การเขียนไดอารี่ วิธีการเขียนก็คือ ให้เขียนย้อนไปในอดีต และเขียนอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ด้วย Present Tense และอธิบายด้วยมุมมองของประสาทสัมผัสทั้ง 5 ว่า เรารู้สึกอย่างไร มีอารมณ์อย่างไร เวลาจะเขียนถึงคนพูดกับเราก็เขียนว่า เวลาเขาพูดแบบนั้นแล้วเรารู้สึกอย่างไร เป็นต้น

3. มี Inquisitive Mind คือ จิตที่เป็นมนุษย์เจ้าปัญหา อยากรู้อยากเห็น ชอบตั้งคำถามว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และอยากค้นคว้าหาคำตอบอยู่ตลอดเวลา เป็นนักสังเกต กรณีของ Einstein เขาเคยบอกว่า สัดส่วนการใช้เวลาของเขาในหนึ่งชั่วโมง เขาจะใช้เวลาตั้งคำถามทั้งหมด 55 นาที และเหลืออีก 5 นาทีไว้หาคำตอบ ซึ่งเหมือนวิธีการคิดของนักปรัชญาคนสำคัญของโลกหลายๆ ท่าน ที่เชื่อว่าการตั้งคำถามที่ดีมีค่ามากกว่าคำตอบ คำถามที่ดีคือ คำถามที่ต้องการทราบเหตุผล ทำไมนกบินได้ หรือทำไมนก แมลง หรือเป็ดน้ำ ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างแตกต่างกันจึงบินได้เหมือนกัน ส่วนคำถามที่ไม่จัดว่าเป็นคำถามที่ดี เช่น วันนี้จะใส่เสื้อสีอะไรดี เป็นต้น คำถามที่ดีจะเปิดโลกทัศน์ของเราจะพาเราไปสู่ Reality

4. เป็น Photographic Reading คือ มีความสามารถในการเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว Genius หลายๆ คนมองหนังสือทีหนึ่งจำได้ทั้งหน้า การอ่านของคนธรรมดามี 2 ประเภท แบบแรกคือ อ่านไล่ไปทีละตัว แบบที่ 2 คือ การอ่านแบบ Photo Reading คือ การใช้ตา scan ทีละ paragraph และสามารถเห็นพร้อมกับเข้าใจทีละประโยคได้เลย

วิธีคิด 6 แบบของมนุษย์
1. คิดแบบ Objectively คือ คิดแสวงหาข้อเท็จจริง คิดเพื่อหาข้อมูล คือคิดแบบเอา Fact
2. คิดแบบ Critical คิดวิเคราะห์วิจารณ์ข้อมูล เอาข้อมูลที่ได้จากวิธีแรกมาตี
3. คิดแบบ Positive เป็นการคิดแบบแก้ปัญหา เพื่อหาทางออก คิดหาผลประโยชน์จากข้อมูลที่ได้มา
4. คิดแบบ Creative เป็นการคิดซึ่งบางทีไม่มีเหตุผล หรือข้อมูลเป็นพื้นฐาน แต่บางทีเราอาจจะต้องการคิดเพื่อหาอะไรใหม่ๆ สร้างสรรค์สร้างจินตนาการใหม่ๆ
5. คิดเกี่ยวกับความคิดของตัวเอง เป็นการย้อนกลับมาวิพากวิจารณ์ความคิดของเราอีกทีว่า ที่คิดอยู่นั้นถูกหรือยัง
6. คิดแบบ Intuitively หรือการคิดโดยใช้ Gut Feeling หรือความรู้สึกภายใน ให้ตัวรู้ที่อยู่ภายในเป็นผู้คิด

Tips: สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพสมอง
1. สมองจะทำงานได้ดีเมื่อได้รับออกซิเจนเยอะ เช่น การนั่งสมาธิ (เพราะเป็นการยืดเวลาการหายใจ) หรือการออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ จะทำให้สมองได้รับออกซิเจนเยอะ
2. สมองจะทำงานได้เมื่อมีเลือดไหลเวียนเลี้ยงสมองเป็นประจำสม่ำเสมอในปริมาณที่มากเพียงพอ การเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง อาจทำได้โดยว่ายน้ำใต้น้ำ นอนราบกับพื้น และยกเท้าเหนือศีรษะ หรือการทำสมาธิ
3. คนที่ฟังเพลงของ Mozart เป็นเวลา 10 นาทีขึ้นไป จะทำให้มีไอคิวเพิ่มขึ้นจากเดิม 8-9 จุด โดยเฉพาะ Mozart ที่เป็น Sonata for two pianos in d-major K448 แต่ไอคิวที่เพิ่มขึ้นนั้นจะค่อยๆ ลดลงหลังจากฟังจบ 15 นาที วิธีการทำคือ ให้ฟังก่อนทำกิจกรรมสำคัญๆ เช่น ฟังก่อนพูดต่อหน้าสาธารณะชน หรือฟังก่อนเข้าห้องสอบ
4. มีงานวิจัยออกมาว่า ชนเผ่าที่เลี้ยงเด็กแบบ ให้เด็กคลานไปมาตอนเด็กๆ นั้นทำให้เด็กฉลาดมากกว่า และเป็นชนเผ่าที่มีภาษามากกว่าเผ่าที่เลี้ยงแบบผูกติดไว้กับตัว เพราะสภาพแวดล้อมที่เด็กได้รับนั้น Complex มากกว่า

lB a d t z_m a r u:
ขอบคุนที่เอามาให้อ่านจร้า ~

อย่างงี้ต้องไปฟังเพลง mozart  อิอิ

เผื่อจามีไอคิวกะเค้ามั่ง - - "

ฺBon:
^^~

ขอบคุณมากๆเรยคราบบบ

สำหรับ สิ่งดีๆ

^^~

จาลองดูๆ  (ทัมได้ป่าวหว่าาา?)

คุณผู้หญิงแห่งแสงสูรย์:
ขอบคุงนะจ๊ะ

(เพิ่งจาอ่านจบ ^^ ค้างมาหลายวันแล้ว)

^_____________________________^

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ